อิตาลี

อิตาลี

ความเป้นมาของประเทศคร่าวๆ

ในกลางคริสต์ศตวรรษที่ 19 ได้มีการชุมนุมของขบวนการชาตินิยม เพื่อต้องการรวมอิตาลีจนเป็นผลสำเร็จ โดยการนำของพระเจ้าวิคเตอร์เอมมานูเอลที่ 2 นับแต่นั้นมา อิตาลีจึงอยู่ภายใต้การปกครองระบอบกษัตริย์

ในปี ค.ศ. 1922 ระบบเผด็จการฟาสซิสต์ ถูกนำมาใช้ในประเทศอิตาลีกว่า 20 ปี โดยการนำของเบนิโต มุสโสลินี ถึงแม้ว่าจะมีกษัตริย์ทรงเป็นประมุข แต่ก็เป็นเพียงในนามเท่านั้น จนกระทั่งเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่สอง อิตาลีเข้าร่วมกับฝ่ายอักษะ เมื่อฝ่ายสัมพันธมิตรยึดเกาะซิซิลีได้ มุสโสลินีจึงถูกปลดออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และแต่งตั้งปีเอโตร บาโดลโย ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีแทน และประกาศสงครามกับนาซีเยอรมนี จนได้รับชัยชนะ โดยมุสโสลินีถูกกลุ่มต่อต้านฟาสซิสต์จับกุม และถูกประหารชีวิตด้วยการยิงเป้าในข้อหาทรยศต่อชาติที่เมืองมิลาน

เมื่อสงครามโลกครั้งที่สอง สิ้นสุดลง อิตาลียังคงมีพระเจ้าวิคเตอร์เอ็มมานูเอลที่ 3 เป็นประมุขอยู่ ต่อมาพระองค์สละราชสมบัติให้กับพระเจ้าอุมแบร์โตที่ 2 ขึ้นครองราชย์แทน แต่ครองราชย์ได้เพียง 1 เดือนเท่านั้น ประชาชนต่างลงประชามติให้อิตาลีเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบบกษัตริย์มาเป็นระบบสาธารณรัฐในระบอบประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน ค.ศ. 1946 โดยมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญในปี ค.ศ. 1948 จนถึงปัจจุบัน
สถานที่ท่องเทียว มีอะไรบ้างและอธิบายด้วย

โคลอสเซียม เป็นสิ่งมหัศจรรย์ 1 ใน 7 ของโลกเพราะมีความสวยงามและมียิ่งใหญ่ของสถาปัตยกรรมของยุคสมัยโบราณจนถึงปัจจุบันปัจจุบัน โคลอสเซียมเปิดโรงละครให้นักท่องเที่ยวได้รับชมละคร แต่สำหรับยุคโบราณนั้นโคลอสเซียมเป็นสนามต่อสู้ไว้สำหรับนักรบกลาดิเตอร์ และโคลอสเซียมก็ยังเป็นต้นแบบของสนามกีฬาอีกหลายแห่งอีกด้วย

หอเอนเมืองปิซ่า หอคอยระฆังสุดแปลกที่หอนี้เอียงที่ถูกสร้างมาให้เอียงเนื่องจากพื้นใต้ดินเป็นพื้นดินที่นิ่ม ทำให้ยุบตัว หอเลยถูกสร้างให้เอียงเพื่อให้สมดุลกับพื้นดิน ณ พื้นที่นั้น หลังจากนั้น ในปี ค.ศ. 1990-2001 หอเอนปีซาได้รับการปรับปรุงฐานให้แข็งแรงยิ่งขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้หอล้มลงมากาลิเลโอ กาลิเลอิ เคยใช้หอนี้ทดลองเกี่ยวกับเรื่อง แรงโน้มถ่วง ในตอนที่เขาเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยปิซา โดยใช้ลูกบอล 2 ลูกที่น้ำหนักไม่เท่ากันทิ้งลงมา เพื่อพิสูจน์ว่า ลูกบอล 2 ลูกจะตกถึงพื้นพร้อมกัน ซึ่งก็เป็นไปตามที่กาลิเลโอคาดไว้

น้ำพุ เทรวี่ อีก 1 จุดแลนมาร์คของประเทศอิตาลี เป็นน้ำพุสุดอลังกาลและสวยงามมากที่ตั้งอยู่ที่กรุงโรม เชื่อว่าส่วนจะอธิษฐานที่จะได้กลับมากรุงโรมอีกครั้ง คนที่ได้ไปล้วนแต่ขออธิษฐานโดยโยนเหรียญไปที่ใต้น้ำพุเพื่อให้คำอธิษฐานเป็นจริง

ศาสนา
ศาสนาที่ผู้คนส่วนใหญ่ในอิตาลีนับถือคือ ศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก ชาวอิตาลีถึง 87.8% เป็นโรมันคาทอลิกโดยพฤตินัยแม้ว่ามีเพียงประมาณหนึ่งในสามที่มีเหตุผลในการเลือกนับถือศาสนาคริสต์ (36.8%) ส่วนนิกายอีสเทิร์นออร์ทอดอกซ์มีผู้นับถือมากกว่า 700,000 คน ประกอบด้วยกรีกออร์ทอดอกซ์180,000 คนและอีก 550,000 คนนับถือเพนเทคอสตัลและอิแวนจิลิคัล (0.8%) ส่วนสมาชิกของอะเซมบลีส์ออฟกอดมีประมาณ 400,000 คน กลุ่มพยานพระยะโฮวา 235,685 คน (0.4%) นิกายวัลเดนเชียน30,000 คนเซเวนธ์-เดย์แอดเวนทิสต์ มีประมาณ 22,000 คน นิกายมอรมอน22,000 คน แบปทิสต์15,000 คน ลูเทอแรน7,000 คน และเมทอดิสต์4,000 คนส่วนศาสนิกชนกลุ่มน้อยที่เก่าแก่ที่สุดคือศาสนายูดาห์ มีคนนับถือ 45,000 คน ประเทศอิตาลีมีกลุ่มศาสนาที่ไม่ใช่ศาสนาคริสต์เข้ามาเผยแพร่ไม่ค่อยมากนัก เช่นการอพยพเข้ามาของประชากรจากส่วนอื่นๆ ของโลก เป็นผลทำให้อิตาลีมีชาวมุสลิมอาศัยอยู่ประมาณ 825,000 คน (1.4% ของประชากรทั้งประเทศ) แต่เป็นพลเมืองอิตาลีเพียง 50,000 คน นอกจากนี้ อิตาลีมีชาวพุทธ 50,000 คนโดยที่ศาสนาพุทธ รัฐบาลอิตาลี ได้รับรองสถานะของสมาคมชาวพุทธในอิตาลี เมื่อ 20 มีนาคม พ.ศ. 2543 และมีวัดไทยสำคัญคือ วัดสันตจิตตาราม อยู่ห่างจากกรุงโรม 52 กิโลเมตร[8] ซิกข์70,000 คนและชาวฮินดู 70,000 คน
อากาศ
ประเทศอิตาลีมีฤดู 4 ฤดู ได้แก่ ฤดูหนาว ฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน และฤดูใบไม้ร่วง โดยฤดูหนาวจะมีอุณหภูมิอยู่ในช่วง 0 องศาเซลเซียสบนเทือกเขาแอลป์ ถึง 12 องศาเซลเซียสบนเกาะซิซิลี และในฤดูร้อนจะมีอุณหภูมิอยู่ระหว่าง 20 องศาเซลเซียสถึง 30 องศาเซลเซียสและอาจสูงกว่านี้ได้ในบางช่วง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *